5 เหตุผลที่ ควร และ ไม่ควร ซื้อ iPad Pro รุ่นใหม่ (10.5″ 2017)

{UPDATE 1 : 16 ตุลาคม 2561 – อ่านบทความนี้ไว้ แต่อย่าเพิ่งซื้ออะไรทั้งนั้น รอดู iPad Pro รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวภายในเดือนนี้ก่อน!}
{UPDATE 2 : บทความนี้เขียนเมื่อปี 2560 เนื้อหาเน้นไปที่ iPad Pro 10.5 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว สามารถอ่านจับประเด็นเพื่อประยุกต์กับ iPad Pro 11 นิ้ว รุ่นปี 2018 ได้บ้าง แต่จะนำบทความใหม่เต็ม ๆ มานำเสนอต่อไปครับ}

 

บทความใหม่มาแล้ว! 5 เหตุผลที่ ควร และ ไม่ควร ซื้อ iPad Pro รุ่นใหม่ 2018 

https://yoware.org2018/11/22/5-reasons-ipad-pro-2018/

5 เหตุผล ที่ควร และ ไม่ควร ซื้อ iPad Pro 2018 รุ่นใหม่

 

iPad Pro รุ่นใหม่ ไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่หน้าจอ 10.5 นิ้ว กรอบเล็กลง แต่พลังประมวลผลเทียบชั้นคอมพิวเตอร์

หลังการเปิดตัว iPad Pro 10.5 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมกับ iPad Pro 12.9 นิ้ว หลายคนที่ได้ลองทดสอบหยิบจับต่างออกมากล่าวขานถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่เกินคาด

ด้านล่างผมแจกแจง 5 เหตุผลที่ควรซื้อ และ 5 เหตุผลที่ไม่ควรซื้อ เพื่อให้ได้เห็นทุกแง่มุมก่อนตัดสินใจ แต่ถ้าไม่อยากอ่านยาว ก็พูดสั้น ๆ ได้ว่า

iPad Pro รุ่นนี้น่าสนใจมาก แต่ถ้าใครกำลังจะซื้อ ชวนให้อดใจอีกนิด รอดูโปรฯ จาก TrueMove H เมื่อรุ่น Cellular ออกวางขายอย่างเป็นทางการครับ

สรุปโครงสร้างราคา iPad Pro

iPad Pro ใหม่ มี 2 ขนาดจอ คือ

10.5 นิ้ว (ขนาดใหม่ที่มาแทน 9.7 นิ้ว โดยที่ตัวเครื่องใหญ่ขึ้นเล็กน้อย) [เริ่มต้น 24,500 บาท] กับ

12.9 นิ้ว (เท่าของเดิม) [เพิ่มเงิน 6,400 บาท]

ซึ่งแต่ละขนาดจอ มีความจุให้เลือก 3 ระดับ คือ

64GB

256GB [เพิ่มเงิน 3,400 บาท] และ

512GB [เพิ่มจากความจุ 256GB ไปอีก 6,800 บาท]

โดยแต่ละรุ่นมีทั้งแบบ

Wi-Fi อย่างเดียว และ

Wi-Fi + Cellular [เพิ่มเงิน 5,000 บาท]

และมีสีให้เลือก 3-4 สี

รุ่น 10.5 นิ้ว มีให้เลือก 4 สี คือ เงิน ทอง เทา ชมพูโรสโกลด์

รุ่น 12.9 นิ้ว มีให้เลือก 3 สี คือ เงิน ทอง เทา

design_hardware_medium_2x

กลยุทธ์การสื่อสาร : ประสบการณ์ตรง

คนที่ดูการเปิดตัว iPad Pro ในงาน WWDC17 ก็คงพอจะได้รู้เป็น “ข้อมูล” อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนาดจอใหม่ ที่มาพร้อม refresh rate ความถี่เพิ่มเป็นเท่าตัว หรือ หน่วยประมวลผลที่มาแรงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ GPU ที่ปาเข้าไปถึง 12 คอร์

แต่สิ่งที่ Apple ปล่อยให้ผู้ทดสอบและสื่อต่าง ๆ มาค้นพบเอง คือ ประสบการณ์การใช้งานที่เกินความคาดหมาย ทั้งสิ่งที่เรียกว่า ProMotion และประสิทธิภาพการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น

accessories_large_2x.jpg

อาจจะเรียกได้ว่า นี่คือเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจเป็นเจ้าของ iPad Pro

 

เหตุผลที่ควรซื้อ iPad Pro รุ่นนี้

  1. จอภาพ

ถ้าไม่นับพวกพลังประมวลผลที่ต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว “จอภาพ” ของ iPad Pro คราวนี้ คือ สิ่งหลักที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทั้งสภาพทางกายภาพอย่างขนาดใหม่ 10.5 นิ้ว หรือ ความสว่างที่เพิ่มขึ้นมาก ขอบเขตสีกว้างขึ้น

Screen Shot 2017-06-21 at 08.56.23.png

ในรุ่น 10.5 นิ้ว จำนวนพิกเซลกว้างคูณยาว 2224×1668 ส่วนรุ่น 12.9 นิ้ว พิกเซล 2732×2048 โดยคำนวณเป็นความละเอียด 264 พิกเซลต่อนิ้วเท่ากันทั้งสองรุ่น

apps_slide_1_large_2x.jpg

การที่ iPad (รวมทั้ง iPhone) มีขนาดจอแตกต่างหลากหลายมากขึ้น ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสร้างแอปยากขึ้นหรือแอปจะแสดงผลไม่สวย เพราะ Apple ได้เตรียมการเรื่องนี้มา 2-3 ปีแล้ว ที่จะให้แอปคำนวณการแสดงผลที่สวยงามเองบนขนาดจอที่ไม่เท่ากัน ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งบนอุปกรณ์ที่จอต่างกัน และการใช้งานแบบ multitasking เปิดหลายแอปบนจอเดียวกัน

iPad Pro ยังมาพร้อมการแสดงผลภายใต้เทคโนโลยีชื่อ ProMotion ที่ถูกกล่าวขานกันมากที่สุด หลักการง่าย ๆ คือ ปรับแต่ง Refresh Rate ทำให้จอแสดงผลในอัตราความถี่เพิ่มจาก 60Hz คงที่ เป็นสูงสุด 120Hz และ ต่ำสุด 24Hz ปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะภาพที่แสดง

ผลที่ได้คือ ภาพแอนิเมชั่นต่าง ๆ สมจริงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนที่เปิดวิดีโอที่ใช้ 24 เฟรมต่อวินาที ก็ไม่ต้องเบิ้ล Refresh Rate และการสั่งงานไม่ว่าด้วยนิ้วหรือ Apple Pencil ก็ตอบสนองเร็วขึ้น

Apple อธิบายง่าย ๆ ว่า ProMotion เป็นการทำงานย้อนกลับ จากเดิม จอต้องเรียกร้องภาพจากหน่วยประมวลผลกราฟิก เปลี่ยนมาเป็นให้หน่วยประมวลผลกราฟิกสั่งงานไปที่จอแทน ว่าต้องใช้ Refresh Rate เท่าใด

 

  1. หน่วยประมวลผล

คิดเร็วขึ้น ย่อมทำงานเร็วขึ้น ด้วย CPU A10X ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม 64-บิต มี CPU 6 คอร์ และ GPU 12 คอร์ ทำงานได้เร็วขึ้นเป็นเท่าตัว รวมทั้ง RAM ที่จัดมาให้ 4GB ทำให้รองรับกับสารพัดงานประมวลผลหนัก ๆ ที่แท็บเล็ตไม่เคยทำได้

continuity_slide_2_medium_2x.jpg

การทดสอบในเว็บต่างประเทศพบว่า การทำงานของหน่วยประมวลผลบางส่วน ได้คะแนนแซงหน้า MacBook Pro ไปแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า ในเดือนกันยายนนี้ อาจจะมีการเปิดตัวหลายแอปใหม่ระดับ Pro ที่จะใช้พลังของ iPad Pro ได้อย่างเต็มที่

  1. กล้องระดับ iPhone 7

กล้องที่ถ่ายภาพได้ 12MP และ วิดีโอ 4K ตัวเดียวกับที่อยู่ใน iPhone 7 ซึ่งแน่นอนว่ามีระบบป้องกันภาพสั่นแบบออปติคอล เมื่อผนวกกับจอดี ๆ ที่กล่าวไปแล้ว ทำให้ประสบการณ์การถ่ายภาพด้วย iPad Pro นั้นก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

  1. ส่วนประกอบที่สมบูรณ์

  • ลำโพง 4 ตัว ให้เสียงคุณภาพดีเช่นเดิม
  • มีช่องเสียบหูฟัง สำหรับชาวโปรที่ยังทำงานดนตรี ต้องเสียบต่ออุปกรณ์ภายนอก
  • ระบบสื่อสารไร้สาย Bluetooth 4.2 Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac ทั้งย่าน 2.4GHz และ 5GHz
  • ส่วน Cellular ก็รองรับสารพัดย่านความถี่
  • Touch ID สแกนนิ้วได้รวดเร็ว
  • แบตที่คำนวณมาแล้วว่าใช้งานได้ต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง
  • ชาร์จได้เร็วขึ้นด้วย USB-C (ต้องซื้อสายและอะแดปเตอร์เพิ่ม)
  • รองรับมาตรฐาน USB 3 รับส่งข้อมูลได้รวดเร็ว
  • การรองรับอุปกรณ์เสริมอย่าง Apple Pencil และ Keyboard Case
  • รูปร่าง การออกแบบ คงไม่เป็นที่ติดขัดใจ ก็ยังมีความเรียบหรูสวยงามตามสไตล์ Apple

display_startframe_medium_2x.jpg

  1. iOS 11

ถ้าความสามารถข้างต้น อาจจะเรียกได้ว่า เบเบ ก็ต้องบอกว่า “ของจริงยังมาไม่ถึง” เพราะ iPad Pro ที่ทรงประสิทธิภาพจริงสูงสุดนั้น จะต้องรอติดตั้งระบบปฏิบัติการ iOS 11 เสียก่อนด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่มีความสามารถใหม่ ๆ เท่านั้น อย่างสิ่งที่ชอบมากคือ ความสามารถในการ Multitasking ที่บนจอเดียวกันสามารถเปิดได้ 3-4 อย่าง คือ เปิด 2 แอปซ้ายขวา เปิดวิดีโอจอเล็ก และเปิดแอปแบบจอลอย

ios_slide_1_medium_2x.jpg

แต่ด้วยโครงสร้างรากฐานสำคัญ 2 ส่วนที่มีการปรับเปลี่ยนไป จะทำให้การใช้งานได้ราบรื่นขึ้นแน่นอน นั่นคือ โครงสร้างไฟล์ APFS – Apple Files System ที่เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในช่วง iOS 10.3 และโครงสร้างไฟล์ภาพกับวิดีโอ ที่จะบันทึกด้วยมาตรฐานการบีบอัดใหม่ HEIF HEVC ทำให้ภาพและวิดีโอประหยัดพื้นที่ลงได้มากถึง 50%

ios_slide_2_medium_2x.jpg

แม้ iPad Pro โดยภาพรวม ยังไม่สามารถทดแทนคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด แต่ก็มีสิ่งที่ทำได้มากกว่าคอมพิวเตอร์ เช่นการพกพา การสัมผัส และวิธีการสร้างสรรค์งานในรูปแบบใหม่

pencil_startframe_medium_2x.jpg

เหตุผลที่ยังไม่ควรซื้อ iPad Pro รุ่นนี้

  1. การใช้งานยังไม่ถึงระดับโปร

ระดับโปร แปลว่า การใช้งาน iPad ของคุณต้องการพลังประมวลผลมาก ๆ ไม่ว่าจะตัดต่อวิดีโอ ปรับแต่งภาพถ่ายความคมชัดสูง หรือเล่นเกมสามมิติที่ต้องใช้ซีพียูที่ทำงานได้เร็ว ๆ

ซึ่งตรงนี้ Apple ก็มีคำตอบให้เป็น iPad รุ่นใหม่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นอกเหนือจากนั้น ถ้าเป็นงานทั่วไปแบบดูเว็บไซต์ แชตไลน์ คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องซื้อ iPad Pro ยกเว้นคุณต้องการใช้ความสามารถโดดเด่น ที่มีอยู่เฉพาะใน iPad Pro เท่านั้น อย่างเช่น การใช้ Apple Pencil หรือ ภาพราบรื่นของเทคโนโลยี ProMotion

hero_medium_2x.jpg

  1. รอเทคโนโลยีที่ใหม่กว่านี้อีก

แน่นอนว่า iPad iPhone ต่างมาเป็นแพ็กคู่พี่น้อง บางที iPad ก็มีของใหม่ไฮเทคกว่า บางทีก็เริ่มที่ iPhone ซึ่งหากพิจารณาดูแล้ว ยังคงมีเทคโนโลยีบางอย่างใน iPhone ที่ยังไม่เปิดตัวสู่ iPad เช่น จอรับรู้แรงกด 3D Touch

แต่ถ้าอ่านให้ลึกถึงรายละเอียดทางเทคนิคว่าทำไมไม่มี 3D Touch ใน iPad Pro ก็อาจจะทำให้พอเข้าใจ

แต่ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะ iPad Pro มีอุปกรณ์รับรู้แรงกดอยู่กับ Apple Pencil อีกทั้งจอที่ใหญ่กว่า ก็แทบจะทำให้ไม่ต้องซ่อนอะไรไว้ให้กดขึ้นมาดูอีก

apple_pencil_large_2x.jpg

ส่วน iPhone เองนั้น ก็ยังใช้ Apple Pencil ไม่ได้ ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่า “iPhone 8” ที่เขาเรียกกันนั้น จะรองรับ Apple Pencil หรือยัง

 

  1. รอดีไซน์ใหม่ ๆ

ต้องบอกเลยว่า หนึ่งในสิ่งที่ Apple มองว่ามีมูลค่าสูงที่สุด คือ “ดีไซน์” นี่แหละ ดังนั้น จึงไม่ได้คิดจะเปลี่ยนดีไซน์กันใหม่ได้ง่าย ๆ ดูอย่างคอมพิวเตอร์ Mac คงภาษาดีไซน์เดิม ๆ นี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว (แน่นอนว่าอาจจะมีบางลงบ้าง แต่ก็ยังหน้าตาเดิม ๆ ที่มองไกล ๆ แยกไม่ออก)

design_medium_2x.jpg

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ iPad ไม่ได้มีหน้าตาแปลกใหม่ไปจากเดิมเท่าใดนัก แม้ว่า iPad 10.5 นิ้วตัวนี้จะออกแบบมาใหม่แล้วก็ตาม แต่ดูเผิน ๆ ก็แค่ขอบจอซ้ายขวาเล็กลงเท่านั้นเอง

ถ้าคุณจะรอดีไซน์ใหม่ ๆ อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มกับการเสียโอกาสจากการใช้ iPad เพื่อสร้างสรรค์ผลงานหรือไม่

 

  1. ประเด็นย่อยอื่น ๆ

  • ข้อด้อยที่ ArsTechnica สรุปไว้คือ ราคาสูงขึ้น และ ดินสอกับแป้นพิมพ์ก็เป็นอุปกรณ์เสริมราคาสูงส่ง
  • อะแดปเตอร์ชาร์จที่แถมมา ยังเป็นรุ่น 12W ซึ่งชาร์จได้ช้า
  • สาย Lightning ที่แถมมา ยังเป็น USB-A ไม่ใช่ USB-C คนที่ใช้ MacBook อาจจะเซ็งนิด ๆ
  • จอยังไม่ใหญ่พอที่จะเปิด 2 แอปเต็ม ๆ ได้พร้อมกัน
  • ไม่มีความ “โปร” อยู่มากพอ เช่น แอปตัดต่อก็ยังเป็นรุ่น light ไม่ใช่เวอร์ชั่นเต็ม หรือแม้แต่การเขียนโปรแกรม สร้างแอป ด้วย X Code ก็ยังทำไม่ได้บน iPad Pro (แต่ส่วนตัวเชื่อว่าอีกไม่นาน)
  • สำหรับคนที่มี iPad Pro อยู่แล้ว อาจจะยังใช้ของเดิมต่อไปได้อีกสัก 1-2 ปี ยกเว้นว่าเป็นการทำงานสร้างสรรค์ที่ต้องใช้ Apple Pencil เป็นประจำ อาจจะพิจารณาเอาของเก่าไปเทิร์น
  1. ราคา

ราคากลายเป็นสิ่งที่หลายคนคิดหนัก แต่ก็อย่างที่เคยบอกไปว่า ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณจะสามารถใช้อุปกรณ์นี้สร้างมูลค่าได้มากกว่ามูลค่าของตัวมัน สิ่งนั้นไม่ได้นับว่าแพง แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งใดที่ซื้อมาแล้ว ไม่ได้ช่วยให้เราสร้างมูลค่าเพิ่มได้ (และบางอย่างทำให้เราเสียมูลค่าไปอีก) สิ่งนั้นอาจจะราคาถูกแค่ไม่กี่สิบบาท แต่ก็นับว่าแพงแล้ว

display_slide_3_medium_2x.jpg

ดังนั้น ถ้าคุณยังคิดไม่ออกว่าจะซื้อ iPad Pro ไปใช้ทำอะไร ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ในการให้เวลาตนเองได้คิด พิจารณาตั้งเป้าหมายให้ชัด แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ เงินของคุณจะคุ้มค่าที่สุด

 

จะตกรุ่นเร็วไหม ?

icloud_medium_2x.jpg

เว็บ MacStories บอกว่า iPad Pro รุ่นนี้คือ Future-Proof ซึ่งผมเองก็เห็นเป็นแบบนั้น อย่างน้อย ๆ ก็อีก 1 ปี เพราะมันมาด้วยเทคโนโลยีที่อัดแน่นจริง ๆ แม้จะราคาสูงหน่อย แต่ซื้อไปแล้วก็ใช้ได้ยาวพอสมควร

แม้ยอดขาย iPad จะคงตัวและเริ่มตกลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ Apple ก็เลือกที่จะทำสินค้าที่จะให้อยู่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยเน้นเอาความสามารถใหม่มาเป็นตัวเร่งการซื้อเพิ่ม มากกว่าการทำให้มันหมดอายุเร็ว

ios_slide_4_medium_2x.jpg

ซื้อรุ่นไหน ? ซื้อเลยไหม ?

ต้องขอยืนยันตามเดิมว่า ถ้าคุณไม่ได้ใช้ iPad แค่ในบ้านหรือในห้องเรียน แต่ต้องการจะนำไปใช้ตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างคล่องตัว ก็ควรจะพิจารณาซื้อแบบ Wi-Fi + Cellular ซึ่งใส่ซิมได้ ซึ่งจะราคาสูงขึ้น 5,000 บาท และยังต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน

ราคาที่เพิ่มขึ้น 5,000 บาท กับ ค่าซิมรายเดือน ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะคิดหนัก แต่เดี๋ยวนี้ คิดง่ายขึ้น เพราะมักจะมีโปรโมชั่นที่คุ้มค่าจากค่ายมือถือ โดยเฉพาะ TrueMove H ซึ่งมักจะมาพร้อมแพ็กเกจโดน ๆ ที่ทำให้การซื้อ iPad รุ่นใส่ซิมได้ ไม่ใช่เรื่องหนักหนากว่าเดิม แถมในบางครั้ง เมื่อคำนวณองค์รวมแล้ว ยังคุ้มกว่าอีกด้วย

apps_medium_2x.jpg

ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ โปรฯ iPad Pro จาก TrueMove H ยังไม่ออกมา แต่เชื่อว่าน่าจะควรค่าแก่การรอคอยแน่นอน

ส่วนเรื่องขนาดจอ ต้องขอให้ไปลองจับ และจินตนาการว่า ต้องการจอขนาดใดไว้ทำงาน บางคนมีโน้ตบุ๊กอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องการ iPad จอใหญ่มากนัก เพราะพกพาลำบาก เป็นต้น

เรื่องความจุ เริ่มต้นที่ 64GB ผมคิดว่าเพียงพอแล้วนะ แต่ถ้าคิดจะถ่ายคลิปมาก ๆ หรือทำงานด้านวิดีโอ ควรจะเล็งไปที่ 256GB ส่วนรุ่น 512GB ซึ่งราคาเพิ่มขึ้นไปจากรุ่น 64GB ถึง 10,200 บาท ผมมองว่าเป็นการซื้อความสบายใจ ว่าใช้ยังไงก็ไม่เต็ม (แต่สุดท้ายก็จะเต็มอยู่ดี)

Screen Shot 2017-06-21 at 08.33.16.jpg

สรุป

สรุปสั้น ๆ iPad Pro รุ่นใหม่ (โดยเฉพาะรุ่น 10.5 นิ้ว) จัดเป็น iPad Pro ที่มาพร้อมประสิทธิภาพก้าวกระโดด และทำให้การใช้สร้างสรรค์งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพราบรื่นขึ้นมาก

ถ้าคุณกำลังใช้ iPad เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างงาน-เพิ่มผลิตผล สมควรที่จะพิจารณา

Screen Shot 2017-06-21 at 09.05.03.png

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.